บทที่ 1 เรื่องที่ 1 โอมหลงกู เลียกู 1
เรื่องที่ 1 โอมหลงกู เลียกู 1
เช้ง โช้ง เคล้ง สวบ!!
เสียงดาบคมใหญ่หนาหนักกระทบกันดังไม่ขาดในยามเช้าของทุกวัน ณ ลานหลังเรือนของขุนเดช
มือแกร่งใหญ่ผิวสีเข้มฟาดดาบลงแรงเรียกเหงื่อฝึกปรือฝีมือเพลงดาบกับทหารไพร่และบ่าวชายที่เขาหมั่นให้ฝึกเตรียมพร้อมรบอยู่เสมอ
แม้ว่ายามนี้บ้านเมืองจะสงบสุขร่มเย็นมาเป็นเพลาหนึ่งแล้วนับแต่พ่อหลวงขึ้นครองอำนาจต่อจากสมเด็จในหลวงองค์ก่อน
แต่ขุนเดชเองไม่เคยประมาท เรือนกว้างใหญ่ของเขาจักต้องเตรียมพร้อมรับข้าศึกที่อาจเข้ามาประชิดได้อยู่ทุกเมื่อ
เคล้ง!!
ไอ้มาด ทหารคนสนิทเดิมเป็นเพียงไพร่ในเรือนหากแต่ฝีมือเก่งกล้าหน่วยก้านดี ขุนเดชจึงให้มันเข้ารับใช้บ้านเมืองเป็นทหารขึ้นตรงต่อหน่วยกองของเขา
“โอ้ย! ขุนเดช ท่านฟาดลงมาแรงนัก”
มือแกร่งผิวสีเข้มเช่นเดียวกันพลาดท่าโดนขุนเดชกระแทกสันดาบลงบนข้อแขนจนต้องปล่อยดาบให้มือลง
“ใครใช้ให้มึงเหม่อลอย”
“ข้าเพียงเผลอมองแม่หญิงงามเดินผ่านเท่านั้นขอรับ”
เสียงกะลิ้มกะเหลี่ยขณะทำหน้าทะเล้นบุ้ยใบ้ไปทางบ่าวสาวในเรือนกำลังยกเครื่องสำรับขึ้นบนเรือนใหญ่
“อ้าว ถึงเวลาแล้ว พวกมึงกลับไปพักได้”
“แล้วขุนเดชจักไปตลาดหรือไม่ขอรับ”
ไอ้มาดวิ่งเข้าไปรับดาบใหญ่มาจากมือขุนเดชแล้วส่งผ้าเช็ดเหงื่อให้
“เออ ว่าจักไปสักหน่อย เห็นว่ามีพวกแขกเพิ่งมาถึง เอาเครื่องเทศมาขายอักโข ว่าจะไปซื้อหามาให้แม่สร้อยเสียหน่อย”
“ถ้าเช่นนั้นกระผมขอตามไปด้วยนะขอรับท่านขุน อยากจะแวะไปหาแม่พริก”
“มึงแวะไปหาแม่พริกทำกระไร กูต้องรอมึงนานอีกใช่หรือไม่”
“ไม่นานขอรับ กระผมจะรีบให้เร็วที่สุด”
“ได้ รอกูอาบน้ำอาบน้ำกินข้าวเสียก่อน มึงไปรอกงท่าน้ำแล้วกัน”
“ขอรับ”
ขุนเดชแวะเอาอาบน้ำตรงโอ่งเล็กตีนบันไดเรือน ตักราดจนทั่วตัวล้างคราบเหงื่อไคล หางตามองเห็นบ่าวสาวนางหนึ่งถือสำรับเดินผ่าน วัยยังโตไม่มากแต่อวบอิ่มผิวพรรณดี
“ท่านขุน”
เสียงหวานนุ่มดังขึ้นก่อนที่บ่าวหญิงคนนั้นจะย่อกายต่ำทั้ง ๆ ที่ยังถือสำรับ
“มึงเอาสำรับขึ้นเรือนไปเถอะ”
“เจ้าคืะ”
ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังในชุดกระโจมอกเนื้อผ้าสีน้ำตาลอ่อน ผ้านุ่งโจงกระเบนอย่างบ่าวสีแดงเข้ม บ่งบอกว่าบ่าวตนนี้เป็นบ่าวบนเรือนหาใช่พวกทาสไม่
“พี่เดช”
เสียงแม่สร้อยหรือสร้อยฟ้า เมียเอกลูกท่านพระยาที่ขุนเดชได้ตกแต่งเป็นเมียหลวงนั่งรอท่าอยู่บนชานบ้านยกพื้นสูง ตรงหน้าเป็นโต๊ะสำรับเช้า
“น้องหญิง พวกลูก ๆ ไปไหนกันหมด”
“ลูก ๆ เรียบร้อยกันหมดแล้วจ๊ะ กำลังเรียนกับพระอาจารย์ในห้องหนังสือ”
“อ้อ ประเดี๋ยวพี่จักออกไปตลาดสักหน่อย ว่าจะไปหาซื้อของ”
“จ๊ะ”
ขุนเดชล้างมือในอ่างแล้วเหลือบมองบ่าวเด็กคนเดิมด้วยใจร้อนรุ่มผิดปกติ
“อีบ่าวตนนั้นใครกัน ไยพี่ไม่เคยเห็นหน้า”
“อีเดือน มึงคลานมาใกล้ ๆ”
ขุนเดชชำเลืองมองขณะที่บ่าวชื่อเดือนเริ่มคลานเข่าเข้ามาใกล้พื้นยกตรงกลางชานบ้าน ยิ่งเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลามนงามตา
“มันชื่อเดือน ลูกของอีคล้าย เพิ่งจะขึ้นมาทำงานบนบ้านไม่กี่วันมานี่เองเจ้าค่ะคุณพี่”
“มันอายุเท่าใดแล้ว”
สร้อยฟ้ายิ้มหวานแล้วกวักมือให้อีเดือนขยับเข้ามาใกล้อีก
“พอจักออกเรือนได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าตั้งใจยกให้ไอ้มาดมัน เห็นมันยังไม่มีเมีย”
“ไม่ได้!”
ใจขุนเดชร้อนขึ้นมาไม่มีสาเหตุจนส่งเสียงตะคอกแรงกระแทกมือลงกับโต๊ะจนจานข้าวกระเด็น
สร้อยฟ้ามองอย่างประหลาดใจ ขุนเดชถึงแม้เป็นทหารหาญแต่เพราะเขาเป็นลูกขุนน้ำขุนนางมาก่อน เรื่องอบรมกิริยามารยาทดีไม่แพ้ลูกบ้านใด ไม่ใช่ไพร่ออกรบแล้วได้ดิบได้ดี
“คุณพี่!”
“พี่ขอโทษน้องหญิงด้วย ไอ้มาดมันติดหญิงงามในตลาด ชื่อแม่พริก หากน้องยกอีเดือนให้มัน เกรงว่าอีเดือนจักต้องนั่งน้ำตาตกเป็นแน่”
“งั้นหรือเจ้าคะ น้องไม่ยักรู้มาก่อน เฮ้อ! อีเดือน มึงหมดวาสนาได้ผัวเป็นทหารหลวงเสียแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะดูบ่าวชายคนอื่นให้”
“ไม่ต้อง!”
ขุนเดชตะคอกออกมาอีก ตัวเขาเองยังสงสัยในตัวเอง แต่ไม่อาจห้ามตัวเองได้
“เดี๋ยวข้าดูให้มันเอง”
“จะ เจ้าค่ะ ไปได้แล้วอีเดือน”
ขุนเดชยังมองร่างอวบของบ่าวเดือนค่อยคลานถอยหลังไปหมอบรอด้านข้าง
สามเดือนก่อนหน้านี้
“แม่ มันจะได้ผลหรือ”
เสียงหวานนุ่มอย่างเสียงเด็กสาวเพิ่งนมแตกพานกระซิบไปทางแม่ มองแม่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เรือนเล็กมุงด้วยแฝกกลางป่าเขามาแสนลำบากถึงเกือบครึ่งเดือนจากอโยธยา ทำให้เดือนไม่ใคร่มั่นใจนักว่าสำนักพ่อครูเสือจักได้ผล ลอบมองชานเรือนด้านหน้าเล็กเพียงนั่งได้ไม่กี่คน และมีหญิงสาวมานั่งรออยู่ก่อนหน้านี้แล้วถึงสามคน
“มึงดูเสีย อีพวกนี้ก็มาแสดงว่าได้ผลดีนัก มึงเชื่อกู อิทธิฤทธิ์พ่อครูเสือเลื่องลือไปไกลนักจากเมืองละโว้จนถึงอโยธยา”
ดวงตาเด็กสาวยังหวาดหวั่นนั่งก้มหน้าแต่ลอบมองโดยตลอด
เสียงเปิดประตูออกมาทำให้คนที่นั่งรอด้านนอกเงยมองเป็นทางเดียว หญิงสาวอายุไม่มากสวมชุดสีขาวเดินออกมายืนมองแล้วชี้มาทางอีเดือน
“เอ็งเข้ามาก่อน”
“อะไรกัน แต่ข้ามาก่อนนะ”
“ใช่ ข้าก็มาก่อน มาถึงตั้งแต่กะเมื่อวานป่านนี้พ่อเสือยังไม่ให้เข้าไป”
เสียงเอะอะโวยวายจากหญิงสาวที่นั่งรอก่อนหน้าทำให้เดือนนั่งลงอีกครั้งไม่แน่ใจหลังจากที่ลุกขึ้นยืนแล้ว ลอบสบตากับแม่คล้าย
“กูไม่รู้ พ่อครูเสือสั่งมาว่าท่านเข้าองค์ ต้องการอีนี้ ให้อีนี้เข้าไปทำพิธีก่อน”
เพียงคำนี้จึงทำให้หญิงสาวหน้าตาหมดจดทั้งสามนั่งเงียบแล้วพยักหน้าให้อีเดือนเข้าไปก่อน
เด็กสาวอวบอิ่มมีน้ำมีนวลจึงค่อยคลานเข่าตามหลังแม่เข้าไปในห้อง
กลิ่นควันธูปตลบอบอวลจนแสบตาแสบจมูก สายสิญจน์ห้อยระโยงระยางผูกเป็นสายโดยรอบ พ่อครูเสือสวมชุดขาวยังนั่งหันหลังเสมือนกำลังทำพิธีอะไรสักอย่างตรงแท่นบูชา เด็กสาวอย่างเดือนมองไม่ออกว่าองค์แต่ละองค์บนแท่นบูชามีสิ่งใดบ้าง
“พ่อเสือเจ้าคะ หญิงคนที่ให้เรียกมาแล้วเจ้าค่ะ”
ชายในชุดสีขาวผมยาวมัดไว้ตรงท้ายทอยสีผมดอกเลาจึงค่อยหันกลับมา
